PREMIUM Properties

อัตราแลกเปลี่ยนรายวัน

หน่วยเงิน/บาท อัตรา
U.S. Dollar (USD) 34.36
British Pound (GBP) 43.67
Euro (EUR) 38.61
Australian Dollar (AUD) 26.32
Canadian Dollar (CAD) 25.58
Swiss Franc (CHF) 36.90
Chinese Yuan (CNY) 5.03
Japanese Yen (JPY) 1.00
Russian Rouble (RUB) 1.00
Hong Kong Dollar (HKD) 4.40
Indian Rupee (INR) 1.00
Singapore Dollar (SGD) 24.75
Thai Baht (THB) 1.00

การถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และที่ดินของชาวต่างชาติ


หากชาวต่างชาติสนใจที่จะซื้อที่ดินในจังหวัดภูเก็ต สิ่งแรกที่ควรทราบ คือ ภายใต้กฎหมายไทย ชาวต่างชาติไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ อย่างไรก็ตาม ชาวต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์ในตัวอาคารที่ไม่ติดกับพื้นดิน อาทิ อาคารชุด ได้
 

ชาวต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์ใน:

ห้องพักในอาคารที่จดทะเบียนเป็นอาคารชุด
อาคารส่วนที่ไม่ติดกับพื้นดิน
ที่ดินและอาคารทุกชนิดที่ได้จดทะเบียนสัญญาเช่าแบบระยะยาวมากกว่า 30 ปีขึ้นไป

ชาวต่างชาติไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ใน:

ที่ดิน
ที่ดินซึ่งจดทะเบียนในนามนิติบุคคลสัญชาติไทยแต่ถือหุ้นเกิน 49% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
 

การซื้ออาคารชุด

ภายใต้พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ชาวต่างชาติสามารถถือครองห้องชุดได้ในอัตราส่วน 49 % ของจำนวนห้องชุดทั้งหมดในอาคารที่ได้จดทะเบียนเป็นอาคารชุด ผู้ซื้อจะต้องขอจดหมายรับรองสัดส่วนต่างชาติจากนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งจะต้องนำไปยื่นกับกรมที่ดินเพื่อใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์
 

แบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ

ผู้ซื้อชาวต่างชาติต้องนำเงินทุนทั้งหมด 100% เข้ามาจากต่างประเทศเป็นเงินสกุลต่างชาติและจำเป็นต้องใช้แบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศจากธนาคารเป็นหลักฐานการโอนเงินเพื่อนำไปแสดงต่อกรมที่ดิน เนื่องจากกฎระเบียบด้านการป้องกันการฟอกเงิน จึงจำเป็นต้องมีแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขึ้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากและยังเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีเมื่อต้องการโอนเงินกลับไปยังต่างประเทศในกรณีที่ชาวต่างชาติต้องการขายอาคารชุดนั้นในภายหลัง
 
หมายเหตุ: คุณสามารถขอรับแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศสำหรับการนำเงินเข้ามาเป็นจำนวนเงินมากกว่า 20,000 ดอลลาร์เท่านั้น โดยคุณจะต้องระบุวัตถุประสงค์ในการโอนเงินในแบบฟอร์มในช่องข้อมูลผู้รับ รวมทั้งจะต้องระบุชื่ออาคารชุดและเลขที่ห้องพักด้วยอีกเช่นกัน
 

การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ชาวต่างชาติมักจะเลือกใช้สองวิธีดังต่อไปนี้ในการซื้อที่ดิน
 

การทำสัญญาเช่าแบบระยะยาว

การจดทะเบียนสัญญาเช่าแบบระยะยาวเป็นวิธีที่ปลอดภัยและง่ายกว่าวิธีอื่น การทำสัญญาเช่าแบบระยะยาวมีค่าเทียบเท่ากับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยปกติแล้ว จะเป็นการเช่าที่ดินเป็นระยะเวลา 30 ปี และสามารถต่อสัญญาได้สองครั้ง ครั้งละ 30 ปี รวมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 90 ปี การรับประกันการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วยวิธีดังกล่าวนี้ถือว่าคุณเป็นเจ้าของอาคารที่ก่อสร้างบนที่ดินดังกล่าวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ผู้ให้เช่าไม่สามารถเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวได้จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาเช่าเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่ได้หมายถึงที่ดิน และไม่ได้ถือเป็นส่วนควบของทรัพย์สินตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแต่อย่างไร
 

การจัดตั้งบริษัทจำกัด

หากคุณไม่ประสงค์ที่จะทำสัญญาเช่าแบบระยะยาว ทางเลือกที่สองก็คือการจัดตั้งบริษัทสัญชาติไทยซึ่งคุณจะสามารถควบคุมการดำเนินการและสามารถซื้อที่ดินได้ถูกต้องตามกฎหมาย หมายความว่า ในฐานะที่คุณเป็นชาวต่างชาติ คุณจะสามารถถือหุ้นได้เป็นจำนวน 49% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในบริษัท จำนวนหุ้นที่เหลือจะถือโดยบุคคลหรือนิติบุคคลสัญชาติไทยอื่นๆ (คุณสามารถปรึกษากับทนายของคุณให้ดำเนินการในเรื่องนี้ได้) ซึ่งจะเป็นผู้ลงนามแทนคุณ โดยบริษัทจะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อย่างไรก็ตาม ในฐานะกรรมการบริษัท คุณจะสามารถควบคุมการลงมติของหุ้นส่วนอื่นๆได้ และคุณยังสามารถควบคุมการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้อีกเช่นกัน
 
หมายเหตุ: ไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลไทยได้ประกาศว่าจะดำเนินการตรวจสอบที่มาของเงินที่หุ้นส่วนสัญชาติไทยใช้ในการถือหุ้นจำนวน 51% ในบริษัทว่าเป็นเพียงผู้รับถือหุ้นแทนหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ระบุไว้ว่าห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยดำเนินการเป็นผู้รับถือหุ้นแทน
 

หญิงไทยที่สมรสกับชาวต่างชาติ

ก่อนปี พ.ศ. 2541 หญิงไทยผู้ใดที่สมรสกับชาวต่างชาติจะเสียสิทธิในการซื้อที่ดินในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หญิงไทยผู้นั้นสามารถถือครองที่ดินที่ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก่อนที่จะมีการสมรสกับชาวต่างชาติเกิดขึ้นได้ แต่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป กฎกระทรวงปัจจุบันนั้นได้อนุญาตให้หญิงไทยที่สมรสกับชาวต่างชาติมีสิทธิในการซื้อที่ดินได้ แต่หญิงไทยต้องพิสูจน์ว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งหมดนั้นเป็นสินส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยปกติแล้ว คู่สมรสของชาวต่างชาติจะต้องลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรระบุว่าเงินที่นำมาซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นของคู่สมรสสัญชาติไทยก่อนดำเนินการสมรสและคู่สมรสชาวต่างชาติไม่สามารถเรียกร้องสิทธิในส่วนนี้ได้